หน้าแรก > บทความ ที่ได้รับการตีพิมพ์

20/10/2558 9:28:54

จรรยาบรรณของนักวิจัย

รศ.ดร.เดือน  คำดี *

 

              เพื่อความเข้าใจพื้นฐานจำเป็นต้องวิเคราะห์ความหมายของหัวข้ออภิปรายก่อนดังนี้

 

              1.    คำว่า จรรยาบรรณ หมายถึงหลักความประพฤติที่พึงประสงค์มีรากฐานอยู่บนศีลธรรมในศาสนาและกฎหมายบ้านเมือง นั่นก็คือศีลธรรมในศาสนามีลักษณะเป็นการชักชวนให้ปฏิบัติเช่นการรักษาศีลให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับอุดมคติของตนเองและให้เกิดความสัมพันธ์ที่พึงประสงค์ระหว่างเรากับคนอื่นในสังคม มีลักษณะว่า  ควร   ส่วนกฎหมายใช้บังคับทุกคนให้ปฏิบัติตามด้วยคำว่า  ต้อง  เช่นทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยเท่าเทียมกัน  ศีลธรรมมีลักษณะสากลอยู่เหนือกาลและสถานที่ไม่ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นหรือชอบไม่ชอบของใครแต่ไม่บังคับให้ปฏิบัติตามด้วยกำลังการละเมิดกฎศีลธรรมไม่มีโทษเช่นละเมิดกฎหมายเพราะเป็นเรื่องภายในจิตใจและศรัทธาของแต่ละคน  แต่เราก็รู้สึกว่าควรปฏิบัติตามเพราะถือเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนที่จะต้องมีศีลธรรม  ดังนั้นศีลธรรมจึงบังคับด้วยคำว่า ควรส่วนกฎหมายนั้นเรายอมปฏิบัติตามเพราะกลัวโทษ  ถ้าไม่กลัวโทษเรากล้าละเมิดกฎหมายได้ง่าย ๆเป็นการบังคับภายนอกด้วยคำว่า  ต้อง

              ส่วนจรรยาบรรณเป็นการเริ่มขึ้นจากความสำนึกบนศีลธรรมและกฎหมายในลักษณะเป็นพันธกรณีที่ผูกพันบุคคลไว้กับอาชีพนั้นๆด้วยความเข้าใจในเหตุผลแล้วบังคับให้ต้องทำโดยไม่ต้องชักชวนหรือบังคับแต่โดยความสำนึกในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของตนเป็นเดิมพัน  ดังนั้น จึงมีผู้กล่าวว่า  ศีลธรรมแม้เข้มงวดวิเศษอย่างไร  หรือกฎหมายแม้จะได้บัญญัติไว้ดีเลิศสักปานใดถ้าตัวผู้เป็นศาสนิกหรือผู้ใช้กฎหมายนั้นเองปราศจากเสียซึ่งจรรยาบรรณแล้ว  สังคมนั้นจะต้องประสบกับความปั่นป่วนและหาความสงบสุขไม่ได้  ดังนั้น คำว่าศีลธรรม จริยธรรม กฎหมายและจรรยาบรรณ  จึงความหมายหนักเบาต่างกัน

              2.    คำว่า นักวิจัย  นักวิจัยคือใคร?  ตอบได้เลยว่าคือผู้แสวงหาความรู้อันยอดเยี่ยมหรือสูงสุดตรงกับคำว่า  คเวสนา  ปรมาวิชฺชา  ความรู้ยอดเยี่ยมหรือสูงสุดนั้นคืออย่างไร?  ก็ตอบได้อีกว่าได้แก่ความรู้หรือคำตอบที่ได้มาโดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่าวิจัยอันเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์  เรียกอีกอย่างว่า เป็นความรู้วิชาการ  ความรู้ระดับนี้สูงกว่าความรู้แบบสามัญสำนึก (Common  Sense)  ของคนทั่วไปเพราะเป็นความรู้ที่ประกอบด้วยเหตุและผล ผ่านกระบวนการพิสูจน์มาแล้ว  เมื่อนักวิจัยหมายถึงผู้แสวงหาความรู้อย่างยิ่งก็ย่อมกล่าวได้ว่านักวิจัยก็คือนักวิชาการที่จะต้องนำความรู้นั้นมาเพื่อทำหน้าที่แก้ปัญหาของตนและปัญหาสังคม  ดังนั้น ความรู้ที่ได้มาจึงมีสองลักษณะคือ  ความรู้อิสระที่เป็นตัวทฤษฎีกับความรู้ในฐานะเป็นเครื่องหรือที่เรียกว่าความรู้เชิงวิชาการ (Technological  Knowledge)เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาและสร้างสรรค์อำนวยความสะดวกแก่มนุษย์  นักวิจัยจึงเท่ากับเป็นสมองของหน่วยงานหรือสังคม

              3.    ความสำคัญของจรรยาบรรณ  นักวิจัยในฐานะผู้มีอาชีพในการชี้นำสังคมในทุกๆ ด้าน จำเป็นต้องมีจรรยาบรรณ เช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ  เช่น อาชีพครู ครูเป็นแม่พิมพ์ของชาติเพราะบริการสังคมในด้านปั้นจิตใจของอนุชน และแสวงหาความรู้อยู่เสมอ  อาชีพนักการเมืองนักการเมืองกลายเป็นรัฐบุรุษก็เพราะตั้งมั่นในอุดมการณ์นักหนังสือพิมพ์เป็นผู้มีเกียรติเพราะตระหนักในความรับผิดชอบต่อทุกเรื่องที่ตนเสนอไปอย่างสร้างสรรค์  อาชีพหมอชื่อว่าเป็นนักบุญเพราะบริการสังคมในด้านสุขภาพและอนามัยอย่างเห็นอกเห็นใจกันนักกฎหมายชื่อว่าเป็นผู้ประสาทความยุติธรรมก็เพราะตั้งอยู่ในจรรยาบรรณของตน  แต่เมื่อใดที่นักอาชีพเหล่านั้นขาดจรรยาบรรณของตนเอง  เมื่อนั้นก็จะกลายเป็นนักอาชีพที่ไร้ความดีงามไร้เกียรติยศและศักดิ์ศรีจรรยาบรรณเป็นที่ยอมรับว่าเป็นบรรทัดฐานหรือความประพฤติที่ถูกต้องของแต่ละอาชีพ  จรรยาบรรณจึงจำเป็นต้องมีบทคุ้มครองและบทบังคับนั้นก็คือ  จรรยาบรรณจะมีลักษณะเป็นวินัยสำหรับข้าราชการถ้าล่วงละเมิดจะถูกตีความว่าผิดวินัยผิดหน้าที่ มีโทษ และถูกตั้งกรรมการสอบสวนหาความผิดทางวินัย  ทั้งทางอาญาบ้างอาจจะเรียกร้องค่าเสียหายเป็นความผิดทางแพ่งหนักเบามากน้อยแล้วแต่กรณีในอีกแง่หนึ่งถ้าล่วงละเมิดในกรณีที่เอาผิดทางวินัยหรือกฎหมายไม่ได้ผู้ล่วงละเมิดจะถูกตีความว่าชั่วร้ายผิดศีลธรรมจะถูกสังคมรังเกียจ  ตราหน้าว่าเป็นคนเลว ไร้จรรยาบรรณขาดความไว้วางใจ

              4.    รากฐานจรรยาบรรณของนักวิจัยเพราะเป็นผู้แสวงหาความรู้และเผยแพร่หรือให้บริการความรู้ที่ค้นพบนั้น  นักวิจัยจึงจะต้องมีคุณธรรมพื้นฐานอยู่  2อย่างคือ

                     1.   ในการแสวงหาความรู้นั้น นักวิจัยจะต้องตั้งตนอยู่บนความเป็นกลางและซื่อสัตย์ปราศจากอคติ  4ประการคือ  เว้นจากฉันทาคติ  ลำเอียงเพราะความรัก  โทสาคติลำเอียงเพราะความโกรธ  ภยาคติ  ลำเอียงเพราะความกลัว  และโมหาคติลำเอียงเพราะความเขลาเพราะการทำวิจัยจะต้องทำงานตามกระบวนการ (process)  ทางวิทยาศาสตร์  เริ่มจากการสำรวจปัญหา  ตั้งสมมติฐานการแสวงหาข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูล และการสรุปเป็นความรู้ออกมาจะต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ในทุกๆ กรณี  จึงจะได้ความรู้มาถูกต้อง (Valid)เป็นความรู้ที่เที่ยงตรงและสากล

                     2.   ในการเผยแพร่ความรู้หรือผลงานวิจัยต่อสาธารณชนนั้น  นักวิจัยจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่า  ตนเป็นผู้นำสังคมด้านวิชาการ  จะต้องรับผิดชอบต่อความรู้นั้นจิตใจของนักวิชาการจะระลึกถึงแต่เรื่องที่จะเป็นประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่สังคมเป็นที่ตั้ง  เช่นเดียวกับพระพุทธองค์  เมื่อจะประกาศผลการตรัสรู้ คือพระธรรมในครั้งแรกนั้น  ทรงส่งพระสาวกออกไปโดยตรัสว่า จงเที่ยวไปประกาศพรหมจรรย์อันงามในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดนี้เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและเพื่อความสุขแก่มหาชนเป็นที่ตั้ง  เพราะนักวิจัยคือผู้มีอาชีพในทางความรู้  มีการให้บริการเป็นหัวใจ  คุณธรรมจึงเป็นเรื่องเดียวกับความรู้ต่างจากนักธุรกิจที่มองกำไรและขาดทุนเป็นเบื้องต้น

 

              ดังนั้นหลักจรรยาบรรณพื้นฐานของนักวิจัยจึงอาจประมวลมาให้เห็นเป็นแนวพิจารณาได้ดังนี้

              1.    พึงเป็นผู้ซื่อสัตย์ต่อตนเองและต่อหน้าที่ในการแสวงหาความรู้

              2.    พึงเคารพในความคิดเห็นและผลงานของผู้อื่น

              3.    พึงรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน

              4.    พึงใช้ความรู้ที่ค้นพบนั้นบริการชี้นำแก่สังคมแต่ในด้านที่จะเป็นประโยชน์สุขและ

                     สร้างสรรค์เท่านั้น

              5.    พึงถือว่างานวิชาการเป็นอาชีพ มิใช่ธุรกิจ

              6.    พึงกล้าชี้อันตรายของสังคมอย่างบริสุทธิ์ใจ

              7.    พึงยึดถือความรู้คือคุณธรรม

              8.    พึงถือว่านักวิจัยเป็นที่พึ่งของสังคมในด้านวิชาการ

 

              อย่างไรก็ตามนักวิจัยแม้จะต้องมีพันธกรณีต่องานหน้าที่ของตนเองและสัญญาสังคมต่อผู้อื่นในด้านต่างๆ อย่างเคร่งครัดดูเหมือนจะยิ่งกว่าอาชีพอื่น ๆ ก็ตามบุคคลในอาชีพอื่นก็ไม่ควรจะถือเป็นจุดอ่อนที่ต้องเอาเปรียบหรือมองข้ามปล่อยให้นักวิจัยขาดศักยภาพและศักดิ์ศรีในอาชีพของตน  จนทำให้ต้องละเมิดจรรยาบรรณเพราะเมื่อนักวิชาการขาดจรรยาบรรณหรือสมองของสังคมวิปริตไปเสียแล้วอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

 



* นำเสนอตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ  วารสาส์น  สมาคมนักวิจัยทางสังคมศาสตร์  สภาวิจัยแห่งชาติ  2536.